ภาคเหนือเผชิญวิกฤตหมอกควันรุนแรง กรมฝนหลวงฯ เตรียมปฏิบัติการเร่งด่วน

โดย ดร. พิษณุ เทพทอง และ นุช วรินทร

ภายหลังกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รายงานเมื่อวันที่ 30 มีนาคม เป็นภาพวิดีโอที่เผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่าท้องฟ้าเหนือเมืองเชียงใหม่ถูกปกคลุมด้วยควันและฝุ่นหนาทึบ จนทัศนวิสัยลดลงอย่างมาก และทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกควันหนาแน่น สถานการณ์ที่เลวร้ายลงนี้มีสาเหตุจากการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของจุดความร้อน (hotspots) จากไฟป่า รวมถึงค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ที่พุ่งสูงในหลายจังหวัดภาคเหนือ เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าว กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ประกาศแผนปฏิบัติการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตหมอกควัน โดยตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป จะเพิ่มความเข้มข้นของภารกิจดัดแปรสภาพอากาศ หลังจากปรับแผนยุทธศาสตร์ให้เหมาะสม พร้อมทั้งเตรียมใช้อากาศยานขนาดกลางแบบ Let L-410 Turbojet จำนวน 4 ลำ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศในการบรรเทาปัญหาฝุ่นควันอย่างเร่งด่วน

ปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลด้านสาธารณสุขต่อสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 พบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 อยู่ในระดับอันตรายในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกันยังพบการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อนในหลายจังหวัดทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน อันสะท้อนถึงความรุนแรงของไฟป่าและการเผาในที่โล่ง

นางผาสุก สุดชูเกียรติ ผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองเชียงใหม่ให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post ว่า สถานการณ์ในเชียงใหม่เข้าสู่ระดับวิกฤตแล้ว “ค่าฝุ่น PM2.5 สูงมาก อยู่ในระดับสีม่วงตลอดทั้งวัน ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ทุกสิ่งภายนอกถูกปกคลุมด้วยหมอกควันสีขาวหนาทึบ”  เธอได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดูแลสุขภาพ โดยแนะนำให้ใช้เครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน เพื่อลดอาการไอ จาม ระคายเคืองปอดและเลือดกำเดาไหล” เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า “ตอนนี้ไม่สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างได้เลย ต้องปิดบ้านและใช้เครื่องฟอกอากาศอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ช่วงบ่ายอากาศร้อนมาก จึงจำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ ปกติค่าไฟช่วงหน้าร้อนประมาณ 4,000 บาทต่อเดือน แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงมีอยู่จำกัด”

ส่วนสถานการณ์ในจังหวัดลำปางและแม่ฮ่องสอน ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเชียงใหม่ โดยมีค่าฝุ่น PM2.5 สูงในระดับเดียวกันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งปรับแผนปฏิบัติการในเดือนเมษายน โดยจะจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศในจังหวัดเชียงใหม่ ใช้อากาศยาน L-410 จำนวน 4  ลำ เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน

ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ก็จะยังคงปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องในเดือนเมษายน โดยใช้อากาศยาน Basler BT-67 ร่วมกับกองทัพอากาศไทย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหามลพิษในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภารกิจหลักมุ่งเน้นการใช้เทคนิคดัดแปรสภาพอากาศ เช่น การโปรยสารฝนหลวง เพื่อกระตุ้นการก่อตัวของเมฆ ซึ่งจะช่วยดูดซับและกระจายฝุ่นละอองในอากาศ ลดระดับมลพิษ และเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ อันจะช่วยลดความหนาแน่นของหมอกควัน

การปฏิบัติงานจะคำนึงถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความชื้นสัมพัทธ์ ทิศทางลม และการก่อตัวของเมฆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือยังคงได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น และติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ชี้สถานการณ์วิกฤต เรียกร้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ในขณะเดียวกัน  นายราเชน  ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bangkok Post เมื่อวันที่ 31 มีนาคม  2569 ถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในเชียงใหม่ว่า “คุณภาพอากาศในเชียงใหม่ขณะนี้ถือว่าเลวร้ายติดอันดับโลก และยังคงอยู่ในระดับรุนแรงมาก”  อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร อธิบายว่า แม้กรมฯ ได้ส่งเครื่องบินเข้าปฏิบัติการในพื้นที่ภาคเหนือแล้ว แต่ยังต้องเพิ่มมาตรการเพิ่มเติม โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน จะเพิ่มจำนวนอากาศยานจาก 2 ลำ เป็น 4 ลำ และจะปฏิบัติการตลอดทั้งวัน จากเช้า บ่าย และค่ำ หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม  นายราเชนระบุว่าสภาพอากาศในปัจจุบันเป็นอุปสรรคสำคัญ “ขณะนี้อากาศแห้งมาก ความชื้นต่ำ ต่างจากปีที่ผ่านมา หากมีความชื้นเพียงพอ เราก็จะพยายามทำฝนหลวงเพื่อช่วยดับไฟป่าให้ได้”

อธิบดีกรมราเชน เตือนว่า การขาดความชื้นร่วมกับความร้อนจากการเผาไหม้จำนวนมาก ทำให้การทำฝนหลวงเป็นไปได้ยาก แม้คาดว่าอาจมีฝนในช่วงวันที่ 5–8 เมษายน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพบรรยากาศ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา  นายราเชนระบุว่าผลลัพธ์ในปีนั้นดีกว่า เนื่องจากมีการควบคุมไฟป่าและการประสานงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่า สำหรับปีนี้ สถานการณ์กลับรุนแรงขึ้น โดยอธิบดีกรมชี้ว่าการควบคุมการเผาในที่โล่งยังไม่เข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด
“ในบางพื้นที่ยังควบคุมการเผาไม่ได้ และการจับกุมหรือปรับโทษยังมีไม่มากนัก”

นายราเชน ย้ำว่า การปฏิบัติการทางอากาศเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด หากขาดการบูรณาการในระดับจังหวัดและระดับประเทศ “ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”อธิบดียังตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดจึงยังไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติหรือใช้มาตรการฉุกเฉินตั้งแต่เนิ่น ๆ “เพราะว่าสถานการณ์เช่นนี้เห็นได้ชัดมาระยะหนึ่งแล้ว การประกาศเขตภัยพิบัติและระดมทรัพยากรจะช่วยลดผลกระทบได้”

นายราเชนยังอธิบายว่า การควบคุมไฟป่าในพื้นที่ภูเขาสูงเป็นเรื่องยากมาก “ไฟในพื้นที่สูงเข้าถึงได้ยาก ไม่สามารถขนส่งน้ำหรือกำลังคนได้ง่าย แม้แต่การทำแนวกันไฟก็อาจไม่ได้ผล” แต่ก็ยอมรับว่าหน่วยดับไฟป่าพยายามทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็มีข้อจำกัด “ทีมภาคพื้นสามารถควบคุมไฟในพื้นที่เข้าถึงได้ แต่ในพื้นที่ภูเขาสูงมีความเสี่ยงสูงและยากต่อการปฏิบัติงาน”

อธิบดีระบุว่าสถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับน่ากังวลอย่างยิ่ง และหากไม่มีความร่วมมือจากทุกฝ่าย ปัญหาจะยังคงดำเนินต่อไป “เรื่องนี้ควรถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ต้องมีผู้นำที่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และลงมือปฏิบัติในพื้นที่จริง ไม่ใช่เพียงการประชุมหรือสั่งการ” อธิบดีกรมราเชน สรุปว่า “เราจำเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายและการประสานงานในพื้นที่อย่างเข้มข้น และต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อให้การดำเนินมาตรการเกิดผลอย่างแท้จริง การแก้ปัญหานี้ต้องอาศัยการลงมือทำอย่างจริงจังและความร่วมมือกันจากทุกฝ่าย จึงจะประสบผลสำเร็จ”